!["BTS Laser" และ "Glass Skin" Shot: ทำไม VIP ทั่วโลกถึงแห่กันไปโซลเพื่อการปฏิวัติที่ไม่ต้องผ่าตัดในปี 2025 [Magazine Kave]](https://cdn.magazinekave.com/w768/q75/article-images/2026-01-14/02ffcca4-a85f-46d1-89e1-bf65b4c6b60d.jpg)
ณ ปี 2025 ตลาดการแพทย์ความงามในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงพาราไดม์ที่สำคัญ ยุคของ 'ความงามแบบกังนัม' ที่เน้นการผ่าตัดใบหน้าอย่างรุนแรงหรือการเปลี่ยนแปลงรูปหน้าอย่างหรูหราในปี 2010 ได้สิ้นสุดลง แทนที่ด้วย 'Structural Naturalism' และ 'Slow Aging' ที่มุ่งเน้นการรักษาสุขภาพและความยืดหยุ่นของผิวหนังโดยไม่ต้องพักฟื้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นแนวโน้มในตลาดภายในประเทศเกาหลี แต่ยังดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคความงามทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านและนักท่องเที่ยวทางการแพทย์จากต่างประเทศที่หลงใหลในเทคนิคที่ทันสมัยซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที แทนที่จะเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน บทความนี้จะวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับสองเทคนิคหลักที่กำลังเป็นที่นิยมในเกาหลีในขณะนี้ ได้แก่ Titanium Lifting และ Juvelook รวมถึงกลไกทางเทคนิคของการแพทย์ความงามล่าสุดในเกาหลี โปรโตคอลทางคลินิก และผลกระทบต่อการตลาดทั่วโลก
การปฏิวัติของอุปกรณ์ที่ใช้พลังงาน (EBD): การเกิดขึ้นของ Titanium Lifting
การรักษาที่สร้างนวัตกรรมที่ทำให้ตลาดการยกกระชับในเกาหลีในปี 2025 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากคือ Titanium Lifting การรักษานี้ใช้เครื่องมือ 'Soprano Titanium' ของบริษัท Alma จากอิสราเอล ซึ่งเดิมพัฒนาขึ้นเพื่อการกำจัดขน แต่ได้ถูกพัฒนาเป็นอุปกรณ์ยกกระชับที่มีประสิทธิภาพผ่านการพัฒนาโปรโตคอลที่เป็นเอกลักษณ์ของแพทย์เกาหลี
แตกต่างจากอุปกรณ์ยกกระชับที่ใช้พลังงานเดียว เช่น อัลตราซาวด์ (HIFU) หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RF) Titanium Lifting ใช้เทคนิคการปล่อยเลเซอร์ไดโอดสามช่วงคลื่นพร้อมกันที่ 755nm, 810nm, 1064nm ซึ่งเทคนิคการ 'ปล่อยพร้อมกัน' นี้ช่วยส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวที่แตกต่างกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่หลากหลาย
วิวัฒนาการของโปรโตคอลทางคลินิก: โหมด STACK และโหมด SHR
เหตุผลที่ Titanium Lifting ถูกจัดประเภทว่าเป็นอุปกรณ์ 'ยกกระชับ' ไม่ใช่เพียงแค่เลเซอร์ดูแลผิวคือการใช้เทคนิคการปล่อยที่เป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า STACK mode ที่พัฒนาโดยแพทย์เกาหลี
SHR (Super Hair Removal) mode / In-Motion: เป็นวิธีการที่ใช้มือจับเคลื่อนที่ไปบนผิวหนังอย่างต่อเนื่องเพื่อปล่อยพลังงาน ซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิภายในผิวหนังโดยไม่ทำให้เจ็บปวด ทำให้สามารถปรับปรุงผิวหนังทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมักจะรับผิดชอบในการปรับปรุงผิว, ลดรูขุมขน และการกระชับโดยรวม
STACK mode: เป็นหัวใจสำคัญของผลลัพธ์การยกกระชับ ผู้ทำการรักษาจะยึดมือจับไว้ที่จุดยึดทางกายวิภาค (Anchor points) เช่น เส้นเอ็นโหนกแก้ม (Zygomatic ligament) หรือเส้นเอ็นกล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseteric ligament) และปล่อยพลังงานสูงในแนวตั้งซ้อนทับกัน (Stacking) ในกระบวนการนี้จะเกิดจุดความร้อนที่แข็งแกร่งที่จุดยึด ทำให้เกิดผลลัพธ์การยกกระชับทันที
เหตุผลที่เรียกว่า 'BTS Laser'
ในชุมชน K-beauty ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ Titanium Lifting ถูกเรียกว่า 'BTS Laser' ซึ่งเป็นคำการตลาดที่ทำให้คิดถึงกลุ่มไอดอลระดับโลก BTS และยังเป็นตัวย่อของสามผลลัพธ์หลักของการรักษา ได้แก่ Brightening (การทำให้ผิวขาว), Tightening (การกระชับ), Slimming (การปรับรูปหน้า)
เหตุผลที่การรักษานี้กลายเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวทางการแพทย์ในปี 2025 คือ 'ความรวดเร็ว' และ 'ไม่มีความเจ็บปวด'
การรักษาที่ไม่มีความเจ็บปวด: ระบบ Sapphire Contact Cooling (ICE Plus) ทำให้ผิวหนังเย็นลงถึง -3°C ทำให้สามารถทำการรักษาได้โดยไม่ต้องใช้ครีมระงับความรู้สึก ซึ่งเป็นแรงดึงดูดที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยจากต่างประเทศที่มีความไวต่อความเจ็บปวด
ผลลัพธ์ทันที (Cinderella Effect): หลังการรักษาผิวจะมีสีสว่างขึ้นและบวมลดลง ทำให้รูปหน้าชัดเจนขึ้น จึงเป็นที่นิยมในฐานะการรักษา 'Red Carpet' ก่อนวันสำคัญ
หนึ่งในคำถามที่ผู้ป่วยจากต่างประเทศมักถามคือ "มันแตกต่างจาก Ultherapy อย่างไร?" แนวโน้มทางคลินิกในเกาหลีในปี 2025 มองว่าทั้งสองการรักษานั้นไม่อยู่ในความสัมพันธ์ที่แข่งขันกัน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เสริมซึ่งกันและกัน
Ultherapy vs. Titanium Lifting: การเปรียบเทียบ & การรวมกัน
!["BTS Laser" และ "Glass Skin" Shot: ทำไม VIP ทั่วโลกถึงแห่กันไปโซลเพื่อการปฏิวัติที่ไม่ต้องผ่าตัดในปี 2025 [Magazine Kave]](https://cdn.magazinekave.com/w768/q75/article-images/2026-01-14/52ac23a8-35c6-41b2-bf75-ce905a1e8688.png)
ดังนั้นการรักษาแบบ 'Ul-Titan' ที่รวมการยึดชั้นลึกด้วย Ultherapy (Anchor) และการปรับผิวชั้นตื้นด้วย Titanium (Smooth) จึงกลายเป็นโปรโตคอลพรีเมียมในคลินิกย่านกังนัม
Juvelook และ Skin Booster แบบไฮบริด
หากการยกกระชับด้วยเลเซอร์รับผิดชอบต่อ 'โครงสร้าง' ของผิว การรักษาที่รับผิดชอบต่อ 'เนื้อสัมผัส' และ 'ความหนาแน่น' ของผิวคือการบำบัดด้วยการฉีดที่เรียกว่า Skin Booster ในปี 2025 ตลาดเกาหลีได้ก้าวข้ามยุคของการฉีดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ไปสู่ยุคของ Biostimulator ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย โดยมี Juvelook และ Lenisna เป็นศูนย์กลาง
ส่วนผสมหลักของ Juvelook คือ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นการปรับปรุงส่วนผสมของ Sculptra ที่เป็น PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
PLLA (Sculptra): มีรูปร่างของอนุภาคที่ไม่สม่ำเสมอและมีลักษณะเป็นผลึกที่แหลมคม อัตราการย่อยสลายช้า ทำให้มีระยะเวลาการรักษายาวนาน แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดก้อน (Nodules) ทำให้ไม่สามารถใช้ในบริเวณรอบดวงตาหรือผิวที่บางได้
PDLLA (Juvelook): เป็นอนุภาคทรงกลมที่มีโครงสร้างเป็นตาข่าย (Reticular structure) มีรูพรุนเหมือนฟองน้ำ ทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายสามารถเติบโตผ่านอนุภาคได้ง่าย และป้องกันการปล่อยกรด (Acid) อย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยสลาย ซึ่งช่วยลดการตอบสนองต่อการอักเสบและความเสี่ยงต่อการเกิดก้อนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ที่ไม่ข้ามพันธุ์ผสมอยู่ด้วย เพื่อให้ความชุ่มชื้นและความสะดวกในการทำการรักษาทันที
Juvelook (Skin) vs. Juvelook Volume (Lenisna)
ความแตกต่างระหว่างสองสายผลิตภัณฑ์ที่ผู้ป่วยทั่วโลกมักสับสนคือขนาดของอนุภาคและวัตถุประสงค์
Juvelook (Juvelook, Skin): ขนาดอนุภาคเล็กสามารถฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังชั้นตื้น (Superficial Dermis) ได้ มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขน แผลเป็นจากสิว และริ้วรอยรอบดวงตา เป็นการรักษาหลักที่สร้าง 'ผิวกระจก' แบบเกาหลี
Juvelook Volume (Juvelook Volume / Lenisna): ขนาดอนุภาคใหญ่และมีปริมาณสูง สามารถฉีดเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังหรือชั้นผิวหนังชั้นลึก เป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูปริมาตร (Volumizing) เช่น แก้มยุบ ริ้วรอยรอบปาก และแก้มข้าง การให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปแทนที่จะสร้างรูปร่างทันทีเหมือนฟิลเลอร์
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Juvelook คลินิกในเกาหลีใช้เทคนิคการฉีดด้วยมือ (Manual Injection) และยังใช้เครื่อง RF ไมโครนีด (Micro-needle RF) เช่น Potenza อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ 'Pumping Tip' ของ Potenza จะสร้างแรงดึงดูดเมื่อเข็มเข้าสู่ผิวหนังเพื่อผลักยาเข้าสู่ชั้นหนังแท้ได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่สูญเสียและส่งยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ Juvelook นี่คือโปรโตคอลที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาหลีที่กระตุ้นการปรับโครงสร้างของผิวหนังทั้งหมดในขณะที่ลดความเจ็บปวดและรอยฟกช้ำ
แม้ว่า PDLLA จะปลอดภัยกว่า PLLA แต่ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด 'ก้อน' ซึ่งเกิดจากกระบวนการให้ความชุ่มชื้น (Hydration) ที่ไม่เพียงพอ หรือการฉีดปริมาณมากในจุดเดียวบนผิวที่บาง
โปรโตคอลการให้ความชุ่มชื้น: คลินิกที่มีประสบการณ์ในเกาหลีจะผสมผง Juvelook กับน้ำเกลือเพื่อให้ความชุ่มชื้นอย่างเพียงพออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการรักษา หรือใช้เครื่องผสมเฉพาะ (Vortex Mixer) เพื่อให้อนุภาคละลายอย่างสมบูรณ์
เทคนิคการรักษา: ไม่ควรฉีดเป็นก้อนในชั้นเดียว แต่ควรใช้เทคนิคการฉีดแบบแบ่งชั้น (Layering Technique) โดยการฉีดในปริมาณน้อยในหลายชั้น ผู้ป่วยจากต่างประเทศควรตรวจสอบระบบการให้ความชุ่มชื้นและความชำนาญของแพทย์เมื่อเลือกโรงพยาบาล
แนวโน้มที่น่าสนใจในปี 2026
Onda Lifting: การกลับมาของไมโครเวฟ
การยกกระชับด้วย 'ไมโครเวฟ (Microwave, 2.45GHz)' ที่ไม่ใช่คลื่นความถี่วิทยุ (RF) หรืออัลตราซาวด์ (HIFU) กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี 'Coolwaves' จะช่วยปกป้องผิวหนังให้เย็นในขณะที่เพิ่มอุณหภูมิในชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อทำลายเซลล์ไขมันและกระชับชั้นหนังแท้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีเหนียงหรือแก้มมาก และมีความเจ็บปวดน้อย ทำให้เป็นการยกกระชับที่ไม่มีความเจ็บปวดร่วมกับ Titanium Lifting
Tuneface: แก่นของการปรับแต่ง
การใช้เครื่อง Accent Prime ในการทำ Tuneface ใช้ความถี่สูงถึง 40.68MHz เพื่อหมุนโมเลกุลน้ำในผิวหนังเพื่อสร้างความร้อนจากการเสียดสี สามารถปรับความลึกของพลังงานได้ผ่านมือจับที่หลากหลาย ทำให้เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ป่วยที่กังวลเกี่ยวกับการยุบของแก้ม
การพัฒนาของ Exosome และ Skin Booster
Exosome ที่สกัดจากสารละลายเซลล์ต้นกำเนิดได้กลายเป็น Skin Booster รุ่นที่ 4 ที่ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสียหายและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในปี 2026 คาดว่าจะมีการใช้โปรโตคอลที่ซับซ้อนมากขึ้นซึ่งไม่เพียงแต่การทา แต่ยังช่วยในการฟื้นฟูหลังการรักษาด้วยเลเซอร์หรือใช้ร่วมกับ Juvelook เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การท่องเที่ยวทางการแพทย์
ค่าใช้จ่ายในการแพทย์ความงามในเกาหลี โดยเฉพาะในกรุงโซล ถือว่ามีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ณ ปี 2025 ค่าใช้จ่ายในการทำ Titanium Lifting หนึ่งครั้งในคลินิกหลักในกังนัมอยู่ที่ประมาณ 200,000 ถึง 700,000 วอน (ประมาณ $150 ~ $500) ซึ่งถือว่าราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาที่มีอุปกรณ์คล้ายกันในสหรัฐอเมริกาหรือสิงคโปร์ที่มีราคาเป็นพันดอลลาร์ ความสามารถในการแข่งขันในราคานี้เกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงของคลินิกศัลยกรรมและผิวหนังมากกว่า 1,200 แห่งและจำนวนการรักษาที่สูง
บริการที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยต่างชาติ
รัฐบาลเกาหลีและสถาบันการแพทย์มีการสนับสนุนหลายด้านเพื่อส่งเสริม 'การท่องเที่ยวทางการแพทย์'
บริการคอนเซียร์จ: มีหน่วยงานที่ให้บริการตั้งแต่การรับที่สนามบิน การจองที่พัก การแปลภาษา และแม้กระทั่งการจัดส่งอาหารฮาลาล
การคืนภาษี (Tax Refund): ผู้ป่วยต่างชาติสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการรักษาที่มีวัตถุประสงค์ด้านความงามได้ และหลายโรงพยาบาลมีคีออสคืนเงินทันทีที่สถานที่
คู่มือการเลือกคลินิกแบบ 'โรงงาน' vs. 'บูติก'
คลินิกในกรุงโซลแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ
คลินิกแบบโรงงาน (Factory Clinic): มีค่าใช้จ่ายต่ำและอัตราการหมุนเวียนสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาที่ได้มาตรฐานอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือการให้คำปรึกษาที่เน้นที่ผู้จัดการและแพทย์ที่ทำการรักษาอาจเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง
คลินิกแบบบูติก (Boutique Clinic): ผู้บริหารแพทย์จะดูแลตั้งแต่การให้คำปรึกษาจนถึงการรักษา และให้โปรโตคอลที่ปรับแต่งตามความต้องการส่วนบุคคล ค่าใช้จ่ายสูงกว่า (ประมาณ 1.5-2 เท่าของ Titanium) แต่มีความปลอดภัยสูงในรายละเอียด เช่น การป้องกันการเกิดก้อนจาก Juvelook หรือการควบคุมพลังงานเลเซอร์
แนวโน้มในปี 2026: การรวมเข้ากับการแพทย์ฟื้นฟู
การแพทย์ความงามในเกาหลีในปี 2025-2026 กำลังมุ่งไปที่คำว่า 'Regeneration' อุปกรณ์เช่น Titanium Lifting จะช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิวในทันที ขณะที่วัสดุชีวภาพเช่น Juvelook จะช่วยย้อนวัยทางชีวภาพของผิว
ตอนนี้การแพทย์ความงามในเกาหลีได้พัฒนาไปไกลกว่าการตัดและเติมรูปแบบภายนอก แต่ได้กลายเป็น 'การแพทย์เพื่อการใช้ชีวิต' ที่มุ่งเน้นการป้องกันและจัดการกับความชรา เกาหลีจะไม่ถูกจดจำว่าเป็น 'สาธารณรัฐศัลยกรรม' อีกต่อไป แต่จะเป็น 'ห้องทดลองต่อต้านความชรา' ที่ก้าวหน้าที่สุดและ 'ศูนย์กลางการดูแลผิว' ในปี 2026 คาดว่าจะมีการรวมการรักษาที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิดและระบบการวินิจฉัยที่แม่นยำด้วย AI เพื่อให้บริการการแพทย์ความงามที่เป็นส่วนตัวและมีวิทยาศาสตร์มากขึ้น

