검색어를 입력하고 엔터를 누르세요

"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง" วิธีที่ 'K-Pop Demon Hunters' คว้ารางวัล Golden Globes 2026 และทำไมภาคต่อในปี 2029 จึงได้รับการยืนยันแล้ว

schedule การป้อนข้อมูล:
이은재
By อีอึนแจ โต๊ะทำงาน

ภายในคืนประวัติศาสตร์สำหรับปรากฏการณ์แอนิเมชันของ Netflix: จากคำพูดที่เต็มไปด้วยน้ำตาของ Ejae และการสนับสนุนจาก Timothée Chalamet ไปจนถึงรายละเอียด 'Saja Boys' ที่แฟน ๆ ทั่วโลกหลงใหล

"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง" วิธีที่
"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง" วิธีที่ 'K-Pop Demon Hunters' คว้ารางวัล Golden Globes 2026 และทำไมภาคต่อในปี 2029 จึงได้รับการยืนยันแล้ว [Magazine Kave]

วันที่ 11 มกราคม 2026 โรงแรม Beverly Hilton ใน Beverly Hills รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นเหมือนเตาหลอมที่ดึงดูดสายตาของอุตสาหกรรมบันเทิงทั่วโลก งานประกาศรางวัล Golden Globe Awards ครั้งที่ 83 ถือเป็นการทดสอบก่อนงาน Academy Awards และเป็นมาตรวัดที่สามารถตรวจจับกระแสวัฒนธรรมป๊อปในปีนั้นได้อย่างรวดเร็ว ในที่ที่เต็มไปด้วยผู้มีชื่อเสียงในชุดทักซิโด้และเดรส เช่น Timothée Chalamet และดาราชั้นนำคนอื่น ๆ ชื่อของแอนิเมชัน Netflix 'K-Pop Demon Hunters' (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า KDH) ถูกเรียกขึ้นมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกินกว่าการได้รับรางวัลเพียงอย่างเดียว  

ผลงานที่ร่วมผลิตโดย Netflix และ Sony Pictures Animation นี้ประสบความสำเร็จในการคว้ารางวัลสองสาขา ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม (Best Motion Picture - Animated) และรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (Best Original Song) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า K-Culture ได้เข้ามาอยู่ในระบบหลักของฮอลลีวูดอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องพึ่งพาภาคต่อของแฟรนไชส์ขนาดใหญ่เช่น 'Zootopia 2' หรือ 'Elio' การชนะในฐานะ IP ดั้งเดิมนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวที่มีความเป็นเกาหลีมากที่สุดสามารถเข้าถึงความเป็นสากลได้อย่างกว้างขวาง  

Magazine Kave จะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ 'KDH' อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่บรรยากาศในงาน Golden Globe ไปจนถึงเบื้องหลังที่ผู้ชนะได้เปิดเผย รหัสเกาหลีที่ซ่อนอยู่ในผลงาน และผลกระทบที่ผลงานนี้มีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก

การต่อสู้ระหว่างดาวิดและโกลิอัท: ความหมายของการชนะรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม

รายชื่อผู้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมของ Golden Globe ครั้งที่ 83 นั้นมีความโดดเด่นและน่ากลัวมากกว่าที่เคย เพราะเป็นสนามรบที่มีการปะทะกันระหว่างยักษ์ใหญ่ในวงการแอนิเมชันอย่าง Disney และ Pixar รวมถึงเกียรติยศของแอนิเมชันญี่ปุ่น

เหตุผลที่การชนะของ 'KDH' มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นคือผลงานนี้สามารถคว้ารางวัลได้โดยไม่มีเงาของแฟรนไชส์ขนาดใหญ่เช่น 'Zootopia 2' หรือ 'The Lord of the Rings' โดยอิงจากพลังของผลงานเพียงอย่างเดียว คณะกรรมการตัดสินเลือกที่จะสนับสนุนความพยายามที่กล้าหาญของ 'KDH' ซึ่งรวมเอา K-Pop Idol Industry เข้ากับความเชื่อทางศาสนาของเกาหลีแทนที่จะเลือกสิ่งที่ปลอดภัย  

นี่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตของเนื้อหาต้นฉบับในแพลตฟอร์มสตรีมมิง (OTT) ผลงานที่แข่งขันกันได้สร้างรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศผ่านการฉายที่โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ในขณะที่ 'KDH' ได้เข้าถึงผู้ชมทั่วโลกพร้อมกันผ่านแพลตฟอร์ม Netflix สถิติการสตรีมสูงสุดตลอดกาลของ Netflix (ยอดวิวทะลุ 300 ล้านครั้ง) เป็นตัวชี้วัดที่พิสูจน์ถึงพลังทำลายล้างของผลงานนี้ และ Golden Globe ก็ได้ยอมรับถึงอิทธิพลของ 'สื่อใหม่' นี้

ความสำเร็จของ 'KDH' ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีของ Sony Pictures Animation ซึ่งได้สร้างกฎเกณฑ์ทางสายตาใหม่ในแอนิเมชันผ่านซีรีส์ 'Spider-Man: Into the Spider-Verse' พวกเขาใช้เทคนิคการเรนเดอร์ที่ไม่เป็นจริง (NPR: Non-Photorealistic Rendering) โดยการเพิ่มเนื้อสัมผัสของแอนิเมชัน 2D ลงบนโมเดล 3D เพื่อสร้างสีสันและพลศาสตร์ที่น่าทึ่งของมิวสิกวิดีโอ K-Pop บนจอภาพอย่างสมบูรณ์  

เมื่อกลุ่มเกิร์ลกรุ๊ป 'HUNTRIX' ต่อสู้กับปีศาจ เอฟเฟกต์สีเนออนที่ระเบิดออกมาและข้อความการ์ตูนได้มอบความสุขแบบป๊อปอาร์ตให้กับผู้ชม ผู้กำกับ Maggie Kang กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า "ฉันต้องการรวมพลังงานของ K-Pop และความงามของลวดลายดั้งเดิมของเกาหลีเข้าด้วยกันในทางสายตา" และการจัดฉากที่เป็นเอกลักษณ์นี้ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจารณ์และผู้ชมที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับความเป็นจริงในสไตล์ Disney/Pixar

"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง": น้ำตาของ Ejae และเรื่องราวของ 'Golden'

ไฮไลท์ของงานประกาศรางวัลในครั้งนี้คือสาขารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (Best Original Song) โดยเพลงหลักของ 'KDH' อย่าง 'Golden' ได้แข่งขันกับเพลงประกอบจากภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ เช่น 'Dream as One' จากภาพยนตร์ 'Avatar: Fire and Ash' ของผู้กำกับ James Cameron และ 'No Place Like Home' จากมิวสิคัลบรอดเวย์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ 'Wicked: For Good'  

'Golden' ที่เคยขึ้นอันดับ 1 ใน Billboard Hot 100 และอันดับ 1 ในชาร์ตอย่างเป็นทางการของอังกฤษ ได้รับการพิสูจน์ถึงความนิยมแล้ว โดยได้เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับเรื่องราวในช่วงคลายเครียดของภาพยนตร์ที่ตัวละครหลักค้นพบตัวตนและตื่นขึ้นมา การที่เพลงในแนว K-Pop ได้รับรางวัล Golden Globe เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หมายความว่า K-Pop ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องราวในภาพยนตร์

ผู้ที่ขึ้นรับรางวัลบนเวทีคือ Ejae นักร้อง-นักแต่งเพลงที่เป็นผู้ร่วมแต่งเพลง 'Golden' และให้เสียงร้องของตัวละครหลัก 'Rumi' ความรู้สึกขอบคุณของเธอถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ซาบซึ้งที่สุดในงานประกาศรางวัลในวันนั้น

"ในวัยเด็ก ฉันพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเป็น K-Pop Idol เป็นเวลา 10 ปี แต่ฉันถูกปฏิเสธในการออดิชั่น และรู้สึกท้อแท้ลึก ๆ ว่าฉันไม่มีเสียงที่เพียงพอ สิ่งที่ทำให้ฉันยืนหยัดได้ในเวลานั้นคือดนตรี"

Ejae

Ejae เคยใช้ชีวิตเป็นเด็กฝึกใน SM Entertainment และอื่น ๆ โดยหวังจะเดบิวต์ แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ และต่อมาได้ย้ายไปอเมริกาเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ในฐานะนักแต่งเพลง เธอมีส่วนร่วมในการทำเพลงให้กับ Red Velvet, aespa, และ Nmixx และประสบความสำเร็จในฐานะนักแต่งเพลง แต่ความฝันในการเป็นนักร้องที่อยากร้องเพลงบนเวทีก็คงอยู่ในใจของเธอ 'KDH' ได้มอบโอกาสให้เธอได้ร้องเพลงต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกผ่านตัวละครไอดอล 'HUNTRIX' และในที่สุดก็ทำให้เธอได้ทำตามความฝันบนเวที Golden Globe  

"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง"

คำพูดที่เธอพูดขณะกลั้นน้ำตาว่า "การปฏิเสธคือโอกาสในการเปลี่ยนทิศทาง" ได้สะท้อนถึงหัวใจของนักแสดงหลายคนที่อยู่ในงานและผู้ชมทั่วโลก เธอกล่าวว่า "ฉันขอมอบรางวัลนี้ให้กับทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่ประตูปิดอยู่ ดังนั้นอย่าท้อแท้เลย มันไม่เคยสายเกินไปที่จะเปล่งประกายในแบบที่คุณเป็น" และเธอได้ร้องเพลงที่เต็มไปด้วยความหวังเหมือนกับเนื้อเพลง 'Golden'  

ฉากนี้สร้างความประทับใจให้กับดาราในงานรวมถึง Timothée Chalamet และหลังจากงานประกาศรางวัล โซเชียลมีเดียได้พูดถึงความรู้สึกของ Ejae ว่าเป็นหนึ่งใน 'สุนทรพจน์ที่ดีที่สุดแห่งปี' โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเผยว่าเธอเป็นหลานสาวของนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์เกาหลี Shin Young-kyun ทำให้ผู้คนหลงใหลในเรื่องราวที่เกิดจากความสามารถในครอบครัวศิลปินและความมุ่งมั่นของเธอ  

โลกทัศน์และความเป็นสองของตัวละครใน 'KDH'

'KDH' ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวความสำเร็จของเกิร์ลกรุ๊ปที่มีสีสัน แต่เบื้องหลังนั้นมีเรื่องราวที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความมืดและความสว่างของอุตสาหกรรมไอดอล รวมถึงการค้นหาตัวตนของคนรุ่นผู้อพยพที่ถูกแทนที่ด้วยองค์ประกอบแฟนตาซีของ 'การล่าปีศาจ'  

  • HUNTRIX: เกิร์ลกรุ๊ปหลัก 3 คนในเวลากลางวันเป็นไอดอลที่แสดงการเต้นที่สมบูรณ์แบบและยิ้มแย้ม แต่ในเวลากลางคืนพวกเธอจะกลายเป็นนักรบที่ล่าปีศาจ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะ 'อาชีพที่สุดโต่ง' ของไอดอลที่ต้องแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบต่อหน้าสาธารณะ และความพยายามและความเจ็บปวดที่พวกเธอประสบหลังเวที

  • Rumi: ผู้นำและนักร้องหลักของกลุ่ม มีความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและเสียงร้องที่ทรงพลังเหมือน Jihyo จาก TWICE โดย Ejae เป็นผู้ร้องเพลง และ Arden Cho เป็นผู้แสดง

  • Mira: นักเต้นหลักที่มีเสน่ห์เย้ายวน มีความอบอุ่นซ่อนอยู่หลังความเย็นชา โดย Audrey Nuna เป็นผู้ร้องเพลง และ May Hong เป็นผู้แสดง

  • Zoey: น้องเล็กของทีมและแร็ปเปอร์ มีเสน่ห์ที่แปลกประหลาดและอิสระ โดย Rei Ami เป็นผู้ร้องเพลง และ Ji-young Yoo เป็นผู้แสดงที่เติมชีวิตชีวาให้กับเรื่องราว

จุดเด่นของภาพยนตร์คือกลุ่มตัวร้ายที่มีเสน่ห์ 'Saja Boys' พวกเขาเป็นกลุ่มบอยแบนด์ K-Pop ที่มีชื่อเสียง แต่แท้จริงแล้วคือปีศาจที่ขโมยวิญญาณของแฟน ๆ

การเล่นคำในชื่อ: 'Saja' ในภาษาเกาหลีหมายถึง 'สิงโต' ซึ่งเป็นราชาแห่งสัตว์ แต่ในขณะเดียวกันก็หมายถึง 'ยมทูต' ที่ควบคุมความตาย ภาพยนตร์ใช้ความหมายที่มีหลายมิติในการบรรยายพวกเขาในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังและอันตราย การที่แท่งไฟเชียร์ของแฟน ๆ มีรูปทรงเหมือนหัวสิงโตนั้นเป็นการบอกใบ้ถึงอัตลักษณ์ของพวกเขาอย่างมีอารมณ์ขัน  

  • Soda Pop Challenge: เพลงฮิต 'Soda Pop' ของ Saja Boys ในภาพยนตร์ได้สร้างปรากฏการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงฤดูร้อนปี 2025 ของ TikTok ด้วยทำนองที่ติดหูและการเต้นที่ทำตามได้ง่าย ทำให้เกิดกระแสการเต้นทั่วโลก  

  • การเสียดสีอุตสาหกรรม: การตั้งค่าที่ Saja Boys ดูดซับ 'วิญญาณ' ของแฟน ๆ เป็นการเสียดสีโครงสร้างที่ใช้ความหลงใหลของแฟน ๆ ในเชิงพาณิชย์และด้านมืดของ 'ความสัมพันธ์แบบอิงอารมณ์' อย่างเฉียบคม แต่ในทางกลับกันผู้ชมกลับตกหลุมรักเสน่ห์ที่อันตรายของตัวร้ายเหล่านี้ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า 'การชื่นชอบตัวร้าย'  


'KDH' เป็นเหมือนแฟนตาซีลึกลับสำหรับผู้ชมต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลี และเป็นเหมืองทองของ 'อีสเตอร์เอ็กซ์' ที่มอบความสนุกสนานให้กับแฟน ๆ ชาวเกาหลี

การตีความใหม่ที่มีมนต์ขลังของ Norigae

เครื่องมือและอาวุธที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงของสมาชิก HUNTRIX ในภาพยนตร์คือ 'Norigae' เครื่องประดับดั้งเดิมของเกาหลี เครื่องประดับนี้ถูกใช้ในโคมไฟของ Hanbok และที่เอวของกระโปรง ในภาพยนตร์มันปรากฏเป็นสื่อที่เพิ่มพลังจิตวิญญาณ ฉากที่การผูกปมและการกระจายของเส้นด้ายถูกนำเสนออย่างมีมนต์ขลังถือเป็นฉากที่โดดเด่นที่ผสมผสานความงามของงานฝีมือดั้งเดิมของเกาหลีเข้ากับแอ็คชั่นแฟนตาซีสมัยใหม่  

ความรู้สึก (情) บนโต๊ะอาหาร: ร้านสะดวกซื้อและต็อกบกกี

ฉากที่ตัวละครหลักนั่งกินบะหมี่ถ้วยและข้าวห่อสามเหลี่ยมที่โต๊ะพลาสติกหน้าร้านสะดวกซื้อหลังจากการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงหรือการล่าปีศาจ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนรุ่น Z ทั่วโลกที่คุ้นเคยกับ K-Food ไม่ใช่แค่ฉากการรับประทานอาหารธรรมดา แต่ยังเป็นพิธีกรรมที่แบ่งปันความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและความรู้สึก 'Jeong' ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาหลี

การพิสูจน์วัฒนธรรมแฟนคลับ: แท่งไฟเชียร์และการร้องเพลงพร้อมกัน

ฉากคอนเสิร์ตในภาพยนตร์เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต K-Pop จริง ๆ คลื่นของแท่งไฟเชียร์ที่ส่องแสงตามสีประจำกลุ่ม และเสียงเชียร์ที่แฟน ๆ ร้องพร้อมกันในช่วงเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความเคารพอย่างลึกซึ้งของทีมงานต่อวัฒนธรรมแฟนคลับ K-Pop แท่งไฟเชียร์ที่มีรูปหัวสิงโตที่ใช้โดยแฟนคลับของ Saja Boys หรือแท่งไฟเชียร์ที่มีแรงบันดาลใจจาก Norigae ของ HUNTRIX ได้รับความนิยมมากจนมีการเรียกร้องให้ผลิตเป็นสินค้าจริง  

การอุทิศให้กับ K-Pop Girl Group

ในภาพยนตร์มีการอุทิศให้กับกลุ่ม K-Pop ที่มีอยู่จริงซ่อนอยู่มากมาย สไตล์ดนตรีและการแสดงของ HUNTRIX ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นหญิงแกร่งของ BLACKPINK, โลกไซเบอร์ของ aespa, ความรู้สึกที่ทันสมัยของ NewJeans และพลังงานของ TWICE มีการเปิดเผยว่า BLACKPINK เป็นหนึ่งในแหล่งแรงบันดาลใจ ทำให้ชุมชนที่เกี่ยวข้องร้อนแรงขึ้น

แฟชั่นไอคอนใน Beverly Hills: HUNTRIX บนพรมแดง

ในวันประกาศรางวัล การปรากฏตัวของทีม 'KDH' บนพรมแดงนั้นงดงามและมีระเบียบเหมือนกับการกลับมาของเกิร์ลกรุ๊ปจริง ๆ โดยเฉพาะ Ejae, Audrey Nuna และ Rei Ami สามศิลปินที่ร้องเพลง 'Golden' ได้แสดงแฟชั่นที่สมบูรณ์แบบและได้รับการถ่ายภาพจากแฟลชอย่างมากมาย

การเปลี่ยนแปลงของธีมชุดสีดำ

ทั้งสามคนเลือกชุดที่แสดงถึงบุคลิกภาพของตนเองภายใต้ธีม 'สีดำ' ที่เหมือนกัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของทีมและเสน่ห์ส่วนบุคคลในเวลาเดียวกัน

  • Ejae: เลือกชุดเดรสแบบไม่มีสายจาก Dior ที่สง่างาม และเพิ่มจุดเด่นด้วยเครื่องประดับจาก Bulgari เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่คลาสสิกและมีเสน่ห์

  • Audrey Nuna: สวมชุดคลุมที่มีโบว์ขนาดใหญ่จาก Marc Jacobs แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่ล้ำสมัยและอวังการ์ด แสดงถึงความมีสไตล์ของตัวละคร 'Mira'

  • Rei Ami: สวมชุดที่มีการตัดขอบและรายละเอียดของเลเซอร์ที่โดดเด่น นำพลังงานที่เซ็กซี่และเข้มข้นของ 'Zoey' มาสู่พรมแดง

  • รูปลักษณ์ที่กลมกลืนของพวกเขาได้รับการคัดเลือกให้เป็น 'ผู้แต่งกายที่ดีที่สุดใน Golden Globe' โดยนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ เช่น Vogue และ Elle

ภายในงานประกาศรางวัลมีฉากที่น่าสนใจเกิดขึ้น Timothy Chalamet ผู้ชนะรางวัลนักแสดงนำชายในสาขามิวสิคัล/คอมเมดี้จากภาพยนตร์ 'Marty Supreme' ได้เดินผ่านโต๊ะของทีม 'KDH' หลังจากรับรางวัลและได้แสดงความยินดีกับสมาชิก รวมถึง Ejae ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่อบอุ่นในขณะที่ Kylie Jenner แฟนสาวของเขาและสมาชิกในครอบครัว Kardashian อยู่ด้วย เป็นช่วงเวลาที่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า K-Pop Artists ได้เข้ามาผสมผสานอย่างเป็นธรรมชาติในวงการสังคมของฮอลลีวูด  

ในขณะเดียวกัน Nikki Glaser ผู้ดำเนินรายการได้ทำการล้อเลียน 'Golden' โดยเชื่อมโยงกับภาพยนตร์ตลก 'Marty Supreme' ซึ่งสร้างปฏิกิริยาที่หลากหลายจากผู้ชม แต่ในที่สุดก็เป็นโอกาสที่ทำให้ 'Golden' ได้รับการยอมรับอีกครั้ง

เบื้องหลังความสำเร็จ: ความจริงใจของผู้สร้าง

ผู้กำกับหลักของภาพยนตร์นี้คือ Maggie Kang ซึ่งเป็นชาวแคนาดาที่มีเชื้อสายเกาหลี เธอได้ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวของเธอลงในภาพยนตร์ เธอเติบโตในโตรอนโตและต้องซ่อนความชอบ K-Pop ของเธอจากเพื่อน ๆ ในช่วงวัยเรียน เพราะในขณะนั้น K-Pop ยังไม่เป็นวัฒนธรรมหลัก  

เธอเติบโตขึ้นโดยฟังเพลงของ H.O.T. และ Seo Taiji และมีความทรงจำในการตัดแปะนิตยสารไอดอลกับพี่สาว "ฉันทำภาพยนตร์นี้เพื่อเด็กหญิงอายุ 12 ปีที่เป็นตัวฉัน และเพื่อทุกคนที่มีประสบการณ์เหมือนกัน" การสัมภาษณ์ของเธอแสดงให้เห็นถึงพลังของความจริงใจ ประวัติส่วนตัวของเธอได้เพิ่มความลึกให้กับการต่อสู้และการเติบโตของตัวละครในภาพยนตร์  

เพื่อให้ได้คุณภาพของเพลงประกอบที่เป็นหัวใจของภาพยนตร์ ทีมงานได้ตัดสินใจร่วมมือกับ Teddy (Teddy Park) โปรดิวเซอร์ชื่อดังของ K-Pop ที่ผลิตเพลงฮิตให้กับ BLACKPINK, BIGBANG และ 2NE1  

การร่วมมือครั้งนี้ทำให้เพลงในภาพยนตร์ไม่ใช่แค่ 'เพลงแอนิเมชัน' แต่เป็นเสียงป๊อปที่มีความซับซ้อนที่สามารถแข่งขันในชาร์ต Billboard เพลงอย่าง 'Golden', 'Soda Pop', และ 'Takedown' ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนเรื่องราวของภาพยนตร์ แต่ยังได้รับชีวิตใหม่ในแพลตฟอร์มสตรีมมิงเช่น Spotify ทำให้กลายเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของกลยุทธ์ 'Transmedia' ที่ช่วยผลักดันความสำเร็จของภาพยนตร์

ข้ามไปยังแฟรนไชส์จากออสการ์

เป้าหมายถัดไปของ 'KDH' ที่คว้ารางวัล Golden Globe สองรางวัลคือรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในวงการภาพยนตร์อย่าง Academy Awards เนื่องจากการได้รับรางวัล Golden Globe มักจะนำไปสู่การได้รับรางวัลออสการ์ ความเป็นไปได้ในการชนะในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมจึงมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขารางวัลเพลงประกอบที่ 'Golden' ได้ถูกเสนอชื่อในรายชื่อเบื้องต้น (Shortlist) ทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลหลัก ซึ่งอาจสร้างประวัติศาสตร์ในการคว้ารางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันและเพลงประกอบพร้อมกันเป็นครั้งแรกในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเกาหลี

ข่าวที่น่ายินดีที่สุดสำหรับแฟน ๆ คือการผลิตภาคต่อได้รับการยืนยันแล้ว หลังจากที่ได้รับรางวัล Golden Globe สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า Netflix และ Sony ได้ยืนยันการผลิตภาคต่อของ 'KDH' โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดตัวในปี 2029  

Maggie Kang ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า "ในภาคต่อเราต้องการนำเสนอแนวดนตรีที่หลากหลายและเรื่องราวเบื้องหลังของตัวละครที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น" และได้มีการคาดการณ์ถึงการปรากฏตัวของกลุ่มคู่แข่งใหม่หรือปีศาจที่ทรงพลังยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แฟน ๆ ยังมีความหวังว่าโลกทัศน์จะขยายไปสู่ซีรีส์แอนิเมชันทางทีวีหรือเว็บตูน

การกบฏของกลุ่มนอกกระแส และ 'Golden' สำหรับทุกคน

การคว้ารางวัล Golden Globe ของ 'K-Pop Demon Hunters' ไม่ใช่แค่การยืนยันความสำเร็จของแอนิเมชันเกาหลีหรือความนิยมของ K-Pop เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของเด็กฝึกที่ถูกปฏิเสธเป็นเวลา 10 ปี (Ejae) ที่กลายเป็นตัวเอกในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเรื่องราวของเด็กหญิงผู้อพยพ (Maggie Kang) ที่ต้องซ่อนความชอบ K-Pop ในวัยเรียน ได้แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของตนอย่างภาคภูมิใจต่อโลก

ภาพยนตร์บอกเราว่า "การปฏิเสธไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นป้ายบอกทางไปสู่ทิศทางใหม่" เช่นเดียวกับที่สมาชิก HUNTRIX ได้ต่อสู้กับปีศาจและยอมรับจุดอ่อนของตนและเติบโต เรื่องราวของทุกคนที่สร้างภาพยนตร์นี้ก็เป็นละครในตัวของมันเอง

ทำนองของ 'Golden' ที่ดังก้องใน Beverly Hills ตอนนี้กลายเป็นเพลงแห่งความกล้าหาญสำหรับทุกคนที่ลังเลอยู่หน้าประตูที่ปิดอยู่ทั่วโลก ลูกศรสีทองที่ 'KDH' ยิงขึ้นไปตอนนี้กำลังบินไปยังออสการ์ และเพื่อทำลายอคติในโลกที่กว้างขึ้น





×
링크가 복사되었습니다

AI-PICK

"BTS Laser" และ "Glass Skin" Shot: ทำไม VIP ทั่วโลกถึงแห่กันไปโซลเพื่อการปฏิวัติที่ไม่ต้องผ่าตัดในปี 2025

ไอโฟนกับเครื่องรางสีแดง... 'K-ออคัลท์' ที่สะกดใจเจเนอเรชั่น Z

ยุ จีแท ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา 2026: 'วายร้ายเซ็กซี่' เบื้องหลังกล้าม 100 กก. และไดเอท 13 นาที

"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง" วิธีที่ 'K-Pop Demon Hunters' คว้ารางวัล Golden Globes 2026 และทำไมภาคต่อในปี 2029 จึงได้รับการยืนยันแล้ว

สร้างความเงียบ... เพื่อค้นหากลิ่นอายของเวลาที่หายไป, โรงเรียนทำเหล้าสำหรับเทศกาลปีใหม่ของกุ๊กซุนดัง

ธุรกิจโชว์ Netflix...เพลงของซงฮเยคโย x กงยูจากเกมปลาหมึก: การเดินทางกลับสู่ปี 1960 กับนกฮีกยอง

Taxi Driver ซีซั่น 4 ยืนยันแล้วหรือไม่? ความจริงเบื้องหลังข่าวลือและการกลับมาของ Lee Je-hoon

[K-DRAMA 24] รักนี้แปลได้ไหม? (Can This Love Be Translated? VS ตั้งแต่วันนี้เป็นมนุษย์ (No Tail to Tell)

[K-STAR 7] บุคลิกภาพที่เป็นอมตะของภาพยนตร์เกาหลี, อันซองกี

[K-COMPANY 1] ซีเจเจอิลเจดัง... การเดินทางอันยิ่งใหญ่เพื่อชัยชนะของ K-อาหารและ K-กีฬา

อ่านมากที่สุด

1

"BTS Laser" และ "Glass Skin" Shot: ทำไม VIP ทั่วโลกถึงแห่กันไปโซลเพื่อการปฏิวัติที่ไม่ต้องผ่าตัดในปี 2025

2

ไอโฟนกับเครื่องรางสีแดง... 'K-ออคัลท์' ที่สะกดใจเจเนอเรชั่น Z

3

ยุ จีแท ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา 2026: 'วายร้ายเซ็กซี่' เบื้องหลังกล้าม 100 กก. และไดเอท 13 นาที

4

"การปฏิเสธคือการเปลี่ยนทิศทาง" วิธีที่ 'K-Pop Demon Hunters' คว้ารางวัล Golden Globes 2026 และทำไมภาคต่อในปี 2029 จึงได้รับการยืนยันแล้ว

5

สร้างความเงียบ... เพื่อค้นหากลิ่นอายของเวลาที่หายไป, โรงเรียนทำเหล้าสำหรับเทศกาลปีใหม่ของกุ๊กซุนดัง

6

ธุรกิจโชว์ Netflix...เพลงของซงฮเยคโย x กงยูจากเกมปลาหมึก: การเดินทางกลับสู่ปี 1960 กับนกฮีกยอง

7

Taxi Driver ซีซั่น 4 ยืนยันแล้วหรือไม่? ความจริงเบื้องหลังข่าวลือและการกลับมาของ Lee Je-hoon

8

[K-DRAMA 24] รักนี้แปลได้ไหม? (Can This Love Be Translated? VS ตั้งแต่วันนี้เป็นมนุษย์ (No Tail to Tell)

9

[K-STAR 7] บุคลิกภาพที่เป็นอมตะของภาพยนตร์เกาหลี, อันซองกี

10

[K-COMPANY 1] ซีเจเจอิลเจดัง... การเดินทางอันยิ่งใหญ่เพื่อชัยชนะของ K-อาหารและ K-กีฬา